By Office on 5th June

ขึ้นชื่อว่าแผลเป็นใครๆ ก็ไม่อยากเป็น เพราะทำให้ผิวพรรณมีตำหนิลดความงามไปไม่น้อย ถ้าแผลเป็นอยู่ในร่มผ้าไม่มีใครเห็นก็แล้วไป แต่ถ้าอยู่บริเวณแขน ขา หรือใบหน้า แบบนี้ก็ลำบากหน่อย


แผลเป็นเกิดขึ้นได้อย่างไร

แผลเป็นเกิดจากกระบวนการสมานผิวของร่างกายตามธรรมชาติเมื่อเกิดแผล ซึ่งแผลเป็นจะเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะและคุณภาพผิวของแต่ละคน ความลึกของแผล จากบาดแผลที่รุนแรง มีความบอบช้ำของผิวเนื้อ การเย็บแต่งแผลไม่เหมาะสมกับลักษณะแผล ฝีมือในการเย็บแผลของหมอที่ดึงรั้งเหลื่อมไม่เสมอกัน ดังนั้น จึงมีบางคนเป็นแผลนูนแดง (คีลอยด์) หลังการผ่าตัด บางคนมีแผลเป็นลักษณะเป็นหลุมเพราะชอบแกะสิว หรือบางคนเกิดแผลเป็นแล้วในระยะเวลา 1 ปี ก็อาจจะค่อยๆ จางลงไปได้เอง

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการใดที่สามารถรักษาแผลเป็นให้หายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สามารถทำให้แผลเป็นดีขึ้นได้บ้าง โดยมักใช้การรักษาหลายๆ วิธีร่วมกัน เช่น การใช้ยาทาแก้แผลเป็น การใช้แผ่นเจลซิลิโคนปิดบนแผลเป็น การฉีดยาสเตียรอยด์ การฉีดฟิลเลอร์ การสักสีผิว การเลเซอร์แผลเป็น และการลอกผิวด้วยกรดผลไม้ เป็นต้น

ซึ่งนับวันก็จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการรักษารอยแผลเป็นมากขึ้นทุกวัน อย่างไรก็ตามจากวิธีที่ยกตัวอย่างข้างต้นนี้ The International Clinical Guidelines for Scar Management 2002 ได้ให้แนวทางไว้ว่า การรักษารอยแผลเป็นที่มีผลทางการแพทย์น่าเชื่อถือเพียงพอ ได้แก่ การใช้แผ่นเจลซิลิโคนและการฉีดยาสเตียรอยด์ และมีการศึกษาเพิ่มเติมในปี 2014 สรุปว่าการรักษาแผลเป็นควรใช้หลายๆ วิธีร่วมกันตามแต่ชนิดของรอยแผลเป็น เช่น การเลเซอร์แผลเป็น การผ่าตัดร่วมกับการใช้แผ่นเจลซิลิโคน เป็นต้น

แผลเป็นจะเป็นส่วนของผิวหนังที่ต่างไปจากผิวปกติบริเวณอื่น คือ จะไม่มีต่อมเหงื่อ ไขมัน และรูขุมขน ทั้งยังบอบบางกว่า ดังนั้น หากบริเวณที่เป็นแผลเป็นจะต้องโดนแดดจัดๆ อาจไหม้ได้ง่าย จึงควรทาครีมกันแดดเพื่อเป็นการปกป้องบริเวณแผลเป็นด้วย หรือบางคนเป็นแผลตกสะเก็ดแล้วชอบแกะเกาแผล ก็เพิ่มโอกาสการเป็นแผลเป็นมากขึ้น ที่สำคัญพยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้บริเวณแผลเป็นโดนขูด หรือเสียดสีกับสิ่งต่างๆ เช่น เสื้อผ้าอยู่บ่อยๆ เพราะอาจทำให้แผลเป็นขยายขนาดใหญ่ขึ้นได้ด้วย

ขอบคุณ haijai

Comments are closed.